Re-Export

ในการส่งออกสินค้านั้น ไม่จำเป็นว่าสินค้าจะต้องผลิตในประเทศไทย จึงจะสามารถส่งออกได้ สินค้าที่นำเข้าจากประเทศอื่นแล้วมาตีตราส่งออกในนามผู้ขายที่ไม่สามารถผลิตเองได้แต่มีตลาดลูกค้ารองรับก็ทำได้เช่นกัน รวมถึงอุปกรณ์ที่พ่วงมากับสินค้าที่นำเข้าต้องส่งคืนกลับต่างประเทศเช่นกัน อย่างนี้ก็เรียกว่า การส่งออกกลับไปใหม่ หรือ ของส่งกลับ

ที่กล่าวมาข้างต้น กระบวนการนี้มีคำเรียกเฉพาะในแวดวงการส่งออกว่า Re-Export หรือเรียกอีกอย่างว่า Re-Shipment

สินค้าที่มีคุณสมบัติเรียกว่า Re-Export ได้นั้น เป็นสินค้าที่ต้องนำเข้ามาแล้วและไม่ได้ผ่านกระบวนการผลิตหรือการเปลี่ยนแปลงรูปร่างหรือลักษณะใดเพิ่มเติม หรือของที่นำเข้ามาเพื่อเป็นของใช้สิ้นเปลืองสำหรบยานพาหนะที่เดินทางไปต่างประเทศ เช่นน้ำมัน หรือภาชนะที่พ่วงมากับสินค้านำเข้าและต้องส่งกลับประเทศที่ส่งออกมา

โดยปกติ แล้วสินค้านำเข้ามาในประเทศจะถูกจัดเก็บภาษี แต่ถ้าเป็นสินค้าประเภท Re-Export ซึ่งถือว่าเป็นสินค้านำเข้าเช่นกันแต่มีเงื่อนไขแตกต่างกันคือ ถูกส่งออกอีกครั้งนั้น จะมีวิธีการเก็บภาษีอากรแตกต่างกันไป ก่อนอื่นขอกล่าวถึง รูปแบบการเข้ามาของสินค้า Re-Export ว่ามีอยู่ 2 แบบ ดังนี้

1.แบบในอารักขาของกรมศุลกากร คือ สินค้านำเข้ามาแล้วยังอยู่ในการดูแลของกรมศุลกากร และเมื่อสินค้าหรือของนั้นเข้ามา ผู้นำเข้าพร้อมทำเรื่องแจ้งนำเข้า และส่งออกในเวลาเดียวกัน สินค้า Re-Export แบบนี้จะต้องชำระภาษีอากรไม่เกินราคา 1 ใน 10 โดยคำนวณตามใบขนสินค้าขาออกแต่ละฉบับ (Invoice)แต่ไม่เกิน 1,000 บาท

2.แบบนอกอารักขาของกรมศุลกากร คือ เมื่อสินค้าเข้ามาใน
ประเทศก็ชำระภาษีอากรนำเข้าตามปกติแล้ว ต่อมาส่งของนั้นทั้งหมดหรือบางส่วนไปต่างประเทศ และสามารถมายื่นเรื่องขอคืนภาษีอากรนำเข้าตามอัตราส่วนสินค้านำเข้าที่ส่งออกต่อไป

การทำ Re-Export สำหรับในกรณีที่ 2 นี้ ต้องอยู่ในข้อบังคับด้วยว่าส่งออกสินค้าหรือวัสดุนั้นไปภายในหนึ่งปีนับแต่วันนำเข้าและต้องขอคืนอากรภายในหกเดือนนับแต่วันที่ส่งของนั้นออกไป ตามมาตรา 19 สำหรับสินค้า Re-Export ตามพระราชบัญญัติศุลกากร

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลข้างต้นเป็นเพียงข้อมูลคร่าวๆเท่านั้น หากอยากทราบข้อมูลรายละเอียดสามารถหาซื้อหนังสือพระราชบัญญัติศุลกากร ได้ที่กรมศุลกากร หรือดูรายละเอียดเรื่องเกี่ยวกับการนำเข้าอื่นๆที่เว็บไซต์กรมศุลฯ www.customs.go.th