Buzz Marketing

คำพูดสมัยเก่าก่อนที่กล่าวเปรียบเปรยว่า “ปากคนยาวยิ่งกว่าปากกา” ใช้เปรียบเทียบว่าพลังคำพูดเม้าท์ๆกันแบบร่ำลือของคนเราต่อๆกันนั้นมีพลังยิ่งกว่าปากกา(อาชีพที่ต้องใช้ปากกาในการเขียนให้สาธารณชนรับทราบ เช่น นักหนังสือพิมพ์) บางครั้งฟังแล้วโม้เกินไปหรือเปล่า เล่าต่อๆกันในวง จะลุกลามขนาดสู้เขียนลงหนังสือพิมพ์ได้เชียวหรือ

หากคิดดูให้ดีแล้ว ข้อเขียนของสื่อเป็นเพียงต้นเรื่องให้ประจักษ์สู่สาธารณชนเท่านั้น แต่ถ้าข้อเขียนไม่น่าสนใจก่อให้เกิดเป็นประเด็นให้คนพูดต่อๆกัน ประเด็นที่เขียนก็ตกไป ไม่เกิดพลังการพูดต่อ ๆกัน ไม่สามารถจุดพลุเป็น ทอล์กออฟเดอะทาวน์ หรือ เรื่องเล่าให้เม้าท์ระดับประเทศได้

หนึ่งในกลยุทธ์การตลาดที่ก่อให้เกิดพลังมวลชน ซึ่งนักการตลาดเอามาใช้กันนอกจากการโฆษณาโครมๆโดยตรงแล้ว คือ การทำให้สินค้าดีจนคนไปพูดถึงต่อๆกันเองถึงความดีหรือคุณภาพของมัน เรียกว่า Buzz Marketing พูดเป็นภาษาไทยคือ การตลาดแบบปากต่อปาก

Buzz Marketing เป็นการอาศัยการพูดกันจากปากหนึ่งไปสู่อีกปากหนึ่ง จนกระทั่งเกิดสิ่งที่เรียกว่า Buzz หรือเสียงหนึ่งที่เกิดจากการพูดคุยกัน

ผลิตภัณฑ์และบริการทั้งหลาย เช่นโทรศัพท์มือถือ ตอนนี้การทำตลาดมุ่งเป้าไปที่วัยรุ่นและวัยทำงานตอนต้นซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง และมีพฤติกรรมการซื้อสินค้าตามคำบอกเล่าของเพื่อนฝูงที่อยู่วัยเดียวกัน เพราะรูปแบบของสินค้าและบริการต้องอาศัยการทดลองใช้จึงทำให้เกิดความไว้วางใจในการใช้และเชื่อใจ ดังนั้นสินค้าในกลุ่มนี้ก็จะแข่งขันในเรื่องโปรโมชั่นต่างๆและบริการให้ดีเพื่อก่อให้เกิดการกระแสการซื้อ “ปากต่อปาก”

หรืออย่างหนังดังๆดูเหมือนหนังฟอร์มเล็ก เช่น แฟนฉัน มีการวางคอนเซ็บต์ทุกอย่างลงตัวทั้งโปรดักส์ชั่น การประชาสัมพันธ์ และการทำตลาดที่สร้างกระแสแบบเหนือชั้น ด้วย Buzz Marketing ถ่ายทอดภาพ และความรู้สึกดีๆของคนดูที่พูดต่อๆกัน รวมถึงความลงตัวของหนังที่ถ่ายทอดอย่างมีคุณภาพ จึงทำให้หนังนี้ไม่ใช่เป็นเพียงแค่ “กระแส” ที่ถูกสร้างขึ้น แต่เป็นพลังของผู้คนที่พูดต่อๆกันกับคนรอบข้าง อันเป็นกระแสแห่งการยอมรับคุณภาพหนัง จนอดใจถ่ายทอดบอกคนรู้จักว่า พลาดดูไม่ได้เลย เหมือนไม่ดู “เชย”หรือ “เสียโอกาส” ใครๆดูกันหมดแล้ว จะว่าไปหนังก็ลาโรงไปแล้ว อย่างนี้คงไม่เรียกว่า เขียนเชียร์อะไรหรอกนะ

เอาเป็นว่าจบ Buzz Marketing เพียงเท่านี้แหละ